การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (LCIA)

การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Impact Assessment: LCIA) การประเมินผลกระทบตลอดวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Impact Assessment: LCIA) เป็นขั้นตอนที่ 3 ของการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment: LCA) ตามมาตรฐาน ISO 14042 นับเป็นขั้นตอนสำคัญในการวิเคราะห์ถึงปัญหาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์หรือบริการ มีวัตถุประสงค์เพื่อแปลงข้อมูลบัญชีรายการสิ่งแวดล้อมที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลสารขาเข้าและสารขาออกของระบบผลิตภัณฑ์ จากขั้นตอนการวิเคราะห์บัญชีรายการสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในรูปตัวชี้วัดผลกระทบสิ่งแวดล้อมในเชิงปริมาณ เพื่อบ่งชี้ค่าความสามารถในการก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมขั้นกลางหรือขั้นปลาย ทำให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างระบบผลิตภัณฑ์กับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจะเกิดขึ้น การประเมินผลกระทบตลอดวัฏจักรชีวิต แบ่งเป็น 2 ขั้นตอนหลัก ดังนี้ 1) ขั้นตอนที่ต้องดำเนินการ แบ่งเป็น 2 ขั้นตอนย่อย ได้แก่ การจำแนกข้อมูลให้อยู่ในกลุ่มผลกระทบ (Classification) และการแปลงข้อมูลบัญชีรายการให้เป็นค่าความสามารถในการก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (Characterization) 2) ขั้นตอนที่เป็นทางเลือกให้ศึกษาเพิ่มเติม เช่น การเทียบค่าความสามารถในการก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์กับขนาดของผลกระทบสิ่งแวดล้อมนั้นๆ (Normalization) การจัดกลุ่มผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นหมวดหมู่ตามผลกระทบปลายทาง (Grouping) เป็นต้น การประเมินผลกระทบมีแนวคิดพื้นฐานมาจากกลไกด้านสิ่งแวดล้อมและกระบวนการเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเริ่มตั้งแต่จุดกำเนิดของปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงาน รวมถึงการเกิดของเสีย การปล่อยมลพิษทางน้ำ อากาศ … Read more

การพัฒนาค่าฟุตปริ้นต์วัสดุของประเทศไทย

ฟุตพรินต์วัสดุ (MATERIAL FOOTPRINT: MF) เป็นตัวชี้วัดปริมาณการใช้วัสดุเสมือนจริงโดยปันส่วนมาจากการสกัดวัสดุจากทั่วโลกเพื่อสนองความต้องการขั้นสุดท้ายภายในประเทศ

คาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์

คาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ การประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ คาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ เป็นการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ ใช้หลักการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (LCA) สำหรับการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ จะพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนของการได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การขนส่ง การใช้งาน และการกำจัดเศษซากผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน โดยประเมินออกมาในรูปแบบของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ โดยใช้เทคนิคการประเมินวัฏจักรชีวิตตามอนุกรมมาตรฐาน ISO14040 ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินการ 4 ขั้นตอน คือ 1) การกำหนดเป้าหมายและขอบเขตการศึกษา 2) การวิเคราะห์บัญชีรายการ 3) การประเมินผลกระทบ และ 4) การแปลผล โดยผลการศึกษาที่ได้จะใช้เป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงของผลิตภัณฑ์ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อันจะเป็นแนวทางไปสู่การพัฒนาเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gases mitigation) ในอนาคต สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ:อธิวัตร จิรจริยาเวชนักวิจัยathiwatj@mtec.or.th

วอเตอร์ฟุตพรินต์

วอเตอร์ฟุตพรินต์ วิธีการในการประเมินปริมาณการใช้น้ำและประสิทธิภาพการใช้น้ำทั้งทางตรงและทางอ้อม วอเตอร์ฟุตพริ้นท์ เป็นวิธีการในการประเมินปริมาณการใช้น้ำและประสิทธิภาพการใช้น้ำทั้งทางตรงและทางอ้อ,ของกระบวนการผลิตหรือองค์กร โดยใช้หลักการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA) ตั้งแต่ขั้นตอนของการได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การใช้งาน และการกำจัดเศษซากผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน โดยประเมินออกมาในหน่วยของปริมาณน้ำที่ใช้ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ (ลิตร/ผลิตภัณฑ์ 1 หน่วย) สำหรับการประเมินวอเตอร์ฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์หรือองค์กร จะใช้เทคนิคการประเมินวัฏจักรชีวิตตามอนุกรมมาตรฐาน ISO 14046:2014 Environmental – Water Footprint – Principles, Requirements and Guidelines ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินการ 4 ขั้นตอน คือ 1) การกำหนดเป้าหมายและขอบเขตการศึกษา 2) การวิเคราะห์บัญชีรายการ 3) การประเมินผลกระทบ และ 4) การแปลผล สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ:อธิวัตร จิรจริยาเวชนักวิจัยathiwatj@mtec.or.th

ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ

ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ ดัชนีชี้วัดในมิติเชิงเศรษฐกิจ ควบคู่กับมิติเชิงสิ่งแวดล้อม จากการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของโลกในปัจจุบัน โดยเฉพาะภาคการผลิตนั้น ทำให้มีการใช้ทรัพยากร  และพลังงานเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตในปริมาณสูง ส่งผลให้เกิดมลภาวะจากการผลิตและใช้งานทรัพยากรและพลังงานสู่สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม สำหรับแนวคิดด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น ควรสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร หรือหลักการที่เรียกว่า ประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco-efficiency, EE) ซึ่งมาจากการรวมกันของคำว่า Ecology ที่แปลว่าระบบนิเวศ และ Economy ที่แปลว่าเศรษฐกิจ กับคำว่า Efficiency ที่แปลว่าประสิทธิภาพ เป้าหมายหลักสำคัญของ Eco-efficiency คือ การสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและการลดการปล่อยมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม จะเป็นแนวทางที่นำไปสู่การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (Sustainable Consumption and Production: SCP) ทั้งในส่วนของการผลิต การใช้สินค้า และการบริการที่สนองความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ลดการปล่อยมลพิษและของเสียตลอดวัฏจักรชีวิตของสินค้าและการบริการ โดยมุ่งเน้นการผลิตและการใช้สินค้าและการบริการที่ยั่งยืน การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและพลังงาน รวมทั้งเน้นการคำนึงถึงตลอดวัฏจักรชีวิตของสินค้าและผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การผลิต การใช้งาน การใช้ซ้ำ การนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ และการกำจัดซากผลิตภัณฑ์ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ:อธิวัตร จิรจริยาเวชนักวิจัยathiwatj@mtec.or.th

คาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร

คาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร การแสดงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากการดำเนินกิจกรรมขององค์กร การจัดทำคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กร เป็นวิธีการแสดงปริมาณก๊าซเรือนกระจกขององค์กรที่ปล่อยจากการดำเนินกิจกรรมทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยปริมาณก๊าซเรือนกระจกจะคำนวณออกมาในรูปคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และนำข้อมูลที่ได้มาเป็น Baseline ในการกำหนดวิธีการ (action plan) ในการบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ และสอดคล้องกับมาตรฐานที่นำมาประยุกต์ใช้ ซึ่งแนวทางการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร จะอ้างอิงจากมาตรฐาน ISO 14064-1, GHG Protocol และตัวอย่างบางส่วนจาก ISO 14069 (องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ:อธิวัตร จิรจริยาเวชนักวิจัยathiwatj@mtec.or.th

การประเมินวัฏจักรชีวิต

การประเมินวัฏจักรชีวิต เครื่องมือที่ใช้ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ในเชิงปริมาณ การประเมินวัฏจักรชีวิต เป็นเครื่องมือสำหรับการวิเคราะห์ผลตั้งแต่แหล่งกำเนิดของทรัพยากรและพลังงานที่นำมาใช้ไป การขนส่ง จนถึงขั้นตอนการกำจัดซากผลิตภัณฑ์ ตามมาตรฐาน ISO 14040 โดยพิจารณาผลกระทบในภาพรวมที่จะก่อให้เกิดปัญหาต่อโลก เช่น ผลกระทบด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Global Warming), ผลกระทบด้านการก่อให้เกิดภาวะความเป็นกรด (Acidification) และ ผลกระทบด้านการเพิ่มขึ้นของธาตุอาหารในน้ำเกินสมดุล (Eutrophication) เป็นต้น ในส่วนของกรอบการดำเนินงานของการประเมินวัฏจักรชีวิต (LCA) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ 1) การกำหนดเป้าหมายและขอบเขตของการศึกษา (Goal and Scope Definition) 2) การจัดทำบัญชีรายการ (Inventory Analysis) 3) การประเมินผลกระทบ (Impact Assessment) และ 4) การแปลผลและตีความหมาย (Interpretation) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อ:อธิวัตร จิรจริยาเวชนักวิจัยathiwatj@mtec.or.th

วิถีชีวิตและการศึกษาอย่างยั่งยืน

วิถีชีวิตและการศึกษาอย่างยั่งยืน วิถีชีวิตและการศึกษาอย่างยั่งยืน (Sustainable Lifestyles and Education; SLE) เป็นหนึ่งในกรอบการดำเนินงานระยะ10 ปีว่าด้วยการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (10 Year Framework of Programmes on Sustainable Consumption and Production Patterns: 10 YFP on SCP) ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาและจำลองวิถีชีวิตที่ยั่งยืนและวิถีชีวิตคาร์บอนต่ำ การเรียนรู้เพื่อการใช้ชีวิตแบบยั่งยืน และปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตคนรุ่นปัจจุบัน รวมถึงกำหนดรูปแบบวิถีชีวิตให้กับคนรุ่นใหม่ โดยแนวความคิดนี้จะช่วยกำหนดนโยบาย ธุรกิจและภาคประชาสังคม เพื่อสร้างระบบความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน รวมถึงการจัดการกับความท้าทายระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การขจัดความยากจน ประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากร และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากนี้ วิถีชีวิตและการศึกษาอย่างยั่งยืนใช้ทรัพยากรและเครื่องมือหลายอย่างที่ช่วยกำหนดชีวิตที่ยั่งยืนผ่านมุมมองที่แตกต่างกัน ได้แก่ ระบบพลังงานในครัวเรือน พฤติกรรมผู้บริโภค การสื่อสาร การขนส่ง (mobility) การวางผังเมือง โปรแกรมวิถีชีวิตและการศึกษาอย่างยั่งยืนประยุกต์ใช้ 3 สิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างยั่งยืน วิถีชีวิตที่ยั่งยืน หมายถึง ชีวิตที่ดีสำหรับทุกคนอย่างเท่าเทียมกันภายในระบบนิเวศของพวกเรา การเปลี่ยนแปลงสู่วิถีชีวิตที่ยั่งยืนนั้นเป็นเรื่องเร่งด่วน และจำเป็นสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ใหญ่ขึ้นและอนาคตที่ยั่งยืน การสร้างวิถีชีวิตที่ยั่งยืนเป็นความท้าทายอย่างเป็นระบบที่เสริมด้วยการเลือกของแต่ละบุคคลโดยต้องได้รับความร่วมมือจากทุกคนในสังคม … Read more

ระบบอาหารที่ยั่งยืน

ระบบอาหารที่ยั่งยืน ระบบอาหาร (Food Systems: FS) ครอบคลุมผู้เกี่ยวข้องทุกช่วงและทุกกิจกรรมที่เชื่อมโยงกันในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ประกอบด้วย การผลิต การรวบรวม การแปรรูป การกระจาย การบริโภค และการกำจัดผลิตภัณฑ์อาหารที่มาจากการเกษตร การป่าไม้ หรือการประมง และบางส่วนของเศรษฐกิจ สังคม และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับระบบอาหาร ระบบอาหารประกอบด้วยระบบย่อย (เช่น ระบบการเกษตร ระบบการจัดการของเสีย ระบบปัจจัยการผลิต ฯลฯ) และปฏิสัมพันธ์กับระบบสำคัญอื่นๆ (เช่น ระบบพลังงาน ระบบการค้า ระบบสุขภาพ ฯลฯ) ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในระบบอาหารอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในระบบอื่น ตัวอย่างเช่น นโยบายส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่มากขึ้นในระบบพลังงานจะมีผลกระทบอย่างมากต่อระบบอาหาร ระบบอาหารที่ยั่งยืน (Sustainable Food Systems: SFS) เป็นระบบอาหารที่ให้ความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการแก่ทุกคนในมิติด้านเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการสำหรับคนรุ่นต่อไปซึ่งจะไม่ลดลง หมายความว่า มีกำไรตลลอด (ความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ) มีประโยชน์ในวงกว้างต่อสังคม (ความยั่งยืนทางสังคม) และมีผลกระทบเชิงบวกหรือเป็นกลางต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ (ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม) ระบบอาหารยั่งยืนเป็นหัวใจสำคัญของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDG) ซึ่งนำมาใช้ในปี 2558 โดย SDGs เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในด้านการเกษตรและระบบอาหารเพื่อยุติความหิวโหย … Read more

ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมก่อสร้าง

ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ความท้าทายในการสร้างความยั่งยืนของอุตสาหกรรมก่อสร้าง มีความเกี่ยวข้องต่อการเติบโตต่อผลผลิตมวลรวมของประเทศ การจัดการทรัพยากรที่ถูกนำมาใช้ รวมถึงการจัดการของเสียที่เกิดขึ้นทั้งระบบของอุตสาหกรรมก่อสร้างตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ในการก่อสร้าง การวางแผนและการออกแบบ ขั้นตอนการก่อสร้าง การเก็บรวบรวมของเสียที่เกิดขึ้น จนการนำวัสดุที่เหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ อย่างคุ้มค่าและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังรูปที่ 1  ซึ่งแสดงวัฏจักรการก่อสร้างอาคาร รูปที่ 1 แสดงวัฎจักรชีวิตของการก่อสร้างอาคาร(ที่มา : European Insulation Manufacturing Association, 2017) ดังนั้น จึงมีการนำแนวคิดที่เรียกว่า แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy มาปรับใช้เพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนในมุมของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างมีศักยภาพในหลายภาคส่วนเนื่องจากเกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นซึ่งนำไปสู่การลดของเสียและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของวัฏจักรผลิตภัณฑ์ การดำเนินงานตามแนวทางการบูรณการเพื่อความยั่งยืนทางด้านการก่อสร้างและอาคารแบบองค์รวม สามารถดำเนินงานได้หลายมิติ เช่น การประยุกต์หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในวัฏจักรชีวิตของการก่อสร้าง เพื่อมุ่งหวังให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด ตัวอย่างกิจกรรมที่สอดคล้องมีดังนี้ ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมก่อสร้าง จะถูกรวมไว้ด้วยสองส่วนหลัก คือ ส่วนที่เกี่ยวกับวัสดุก่อสร้าง และส่วนที่เกี่ยวกับการก่อสร้างอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้าง และเป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในปริมาณมาก ตั้งแต่การผลิตวัสดุสำหรับใช้ในการก่อสร้าง เช่น วัสดุที่เป็นส่วนประกอบทางโครงสร้างอาคาร (ปูนซีเมนต์ เหล็ก ไม้) วัสดุที่เป็นส่วนประกอบทางสถาปัตยกรรม (หลังคา ฝ้าเพดาน กระเบื้อง) เป็นต้น ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมซีเมนต์ที่ใช้ในการก่อสร้าง … Read more